เทศบาลคาร์บอนต่ำบนเฟสบุ๊ค
เทศบาลคาร์บอนต่ำบนเฟสบุ๊ค
เทศบาลคาร์บอนต่ำบนยูทูป
เทศบาลคาร์บอนต่ำบนยูทูป
สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย
สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย
สหภาพยุโรป

ที่มา/วัตถุประสงค์

กรอบแนวคิดเชิงตรรกะ (Logical Framework)

กิจกรรมและแผนการดำเนินงาน

ที่มาและความสำคัญของโครงการ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  นับเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน  โดยจากรายงานการประเมินสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ฉบับที่ 4 เมื่อปี ค.ศ. 2007  ซึ่งได้จัดทำขึ้นโดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า IPCC  ได้สรุปว่า  ในรอบร้อยปีที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มเพียง ๐.๗ องศาเซลเซียส  แต่นักวิทยาศาสตร์ได้คาดว่า ในช่วงระยะเวลาไม่ถึงร้อยปีข้างหน้านี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มมากถึง ๑.๑-๖.๔ องศาเซลเซียส ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่เป็นผลมาจากกิจกรรมของมนุษย์และได้ส่งผลกระทบที่ชัดเจนแล้วต่อระบบทางกายภาพ ระบบชีวภาพ  และระบบธรรมชาติของโลกในทุกทวีป  ด้วยเหตุนี้เองทำให้นานาประเทศได้เห็นพ้องที่จะแก้ไขร่วมกันอย่างจริงจัง  จึงได้ร่วมกันกำหนดกรอบ “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change; UNFCCC)” รวมทั้ง “พิธีสารเกียวโต (Kyoto protocol)” ขึ้น เพื่อใช้เป็นเวทีในการสร้างความร่วมมือระหว่างนานาชาติ ในการแก้ไขวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการรับมือต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงดังกล่าว   สำหรับประเทศไทยเอง  ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการเข้าร่วมกับประชาคมโลกในการช่วยบรรเทาปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  จึงได้ร่วมลงนามและให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฯ  เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2537  และต่อพิธีสารฯ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2545  ทั้งนี้ สำนักงานนโยบายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานกลางแห่งชาติ (National Focal point) สำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547  เป็นต้นมา

 

ที่ผ่านมา สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อแทบทุกภาคส่วนของประเทศไทย ได้แก่ ภาคเศรษฐกิจ ภาคการเกษตร  ภาคป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพ    ภาคการท่องเที่ยว  ภาคเมืองและสาธารณูปโภค   ภาคสุขภาพอนามัย  และภาคปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน  นอกจากนี้ ประเทศไทย ยังถูกจัดอันดับจาก OECD  ให้อยู่ในกลุ่มประเทศ 1 ใน 8 ที่มีความเสี่ยงอย่างมากต่อการถูกน้ำทะเลท่วมเมื่อถึงปีค.ศ. 2070 อีกด้วย  ดังนั้น  สผ.  จึงได้เร่งดำเนินการจัดทำ “ร่างแผนแม่ททรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ 2555-2593” ขึ้น  โดยได้กำหนดเป้าหมายของประเทศไว้ว่า “ประเทศไทยจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจ  สังคม และสิ่งแวดล้อมให้มีความสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างยั่งยืน  ควบคู่ไปกับการลดอัตราการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราการเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์มวลชนในประเทศ (Gross Domestic product; GDP) รวมทั้งไม่สูญเสียขีดความสามารถในการพัฒนาและการแข่งขันของทุกภาคส่วนและทุกระดับ  ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2505)” ภายใต้การดำเนินงานใน 3 ยุทธศาสตร์หลัก  และหนึ่งในนั้น คือ การลดการปล่อย และเพิ่มการกักเก็บก๊าซเรือนกระจก  โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

 

และด้วยตระหนักว่าภาคส่วนที่สำคัญที่เป็นแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ ได้แก่ “ภาคเมือง” เพราะเมืองเป็นที่รวมของคนจำนวนมากและความหนาแน่นมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ชนบท  ที่สำคัญแนวโน้มการพัฒนาเมืองในแทบทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแถบภูมิภาคอาเซียน  ได้เน้นการพัฒนาให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก รวมถึงประเทศไทยด้วย  การขยายตัวของชุมชนเมืองจึงเป็นไปอย่างรวดเร็วอย่างยากที่จะหยุดยั้ง  ทั้งในเชิงจำนวนและขนาดของเมือง  แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือ เมืองและวิถีการใช้ชีวิตประจำวันของคนเมืองในปัจจุบันที่มีการพึ่งพาเทคโนโลยีมากกว่า  มีการใช้ทรัพยากรและพลังงานมากกว่า  ผลิตมลพิษมากกว่า  พื้นที่สีเขียวในเมืองน้อยกว่า เมื่อเทียบกับในอดีต  ปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว  ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

 

ที่ผ่านมา เพียงแค่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นไม่ถึง ๑ องศา แต่เราก็ได้เห็นผลกระทบของภาวะนี้ที่ทวีความรุนแรงอย่างมากจนกลายเป็น “วิกฤต”  กลับมาสู่โลกของเรา  สิ่งที่เห็นกันอย่างชัดเจน คือ  การแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศและฤดูกาลทั่วทั้งโลก รวมทั้งประเทศไทย  ทั้งการเผชิญภัยธรรมชาติกระหน่ำทุกรูปแบบ  ทั้งน้ำท่วม  พายุ หรือความแห้งแล้งซ้ำซาก  บางประเทศที่ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลหรือที่เป็นเกาะเตรียมแผนที่จะอพยพประชากร เพราะมีความเสี่ยงที่จะจมหายไปในทะเลเนื่องจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น   สิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่ไม่อาจทนทานกับภาวะเช่นนี้จึงค่อยๆ หายไปจากโลกนี้   ซึ่ง  โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)  ได้เตือนว่า หากคนทั้งโลกร่วมกันดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิผลในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใน ๑๐๐ เดือนจากนี้ เรายังจะพอบรรเทาหายนะเหล่านี้ให้อยู่ในระดับที่ลูกหลานเรามีชีวิตอยู่ได้  มิเช่นนั้น จะถึงจุดที่ “สายเกินไป” คือไม่ว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกลงได้มากแค่ไหน ก็ไม่สามารถลดผลกระทบทั้งหลายที่จะตามมาจากวิกฤตโลกร้อนลงได้

 

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิผลคือ “การปฏิบัติ” ซึ่งจากประสบการณ์ของทั่วโลกที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า “ปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพมักเกิดในระดับท้องถิ่น “  ดังนั้น  ความสำเร็จในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเตรียมรับมือกับวิกฤตโลกร้อน จึงต้องหวังพึ่งบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก  โดยเฉพาะเทศบาล ซึ่งมีศักยภาพและความพร้อมในด้านต่างๆ ทั้งบุคลากร  งบประมาณ และระบบโครงสร้างการบริหารจัดการหลังการกระจายอำนาจ ประกอบกับแนวนโยบายในระดับชาติที่มุ่งเน้นให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนมาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุผลอันควรที่เทศบาลจะใช้ศักยภาพและโอกาสที่มีอยู่อย่างมากนี้ มาร่วมกันปลดล็อควิกฤตโลกร้อนด้วยการมุ่งพัฒนาเมืองสู่ทิศทางการเป็น “เมืองคาร์บอนต่ำ

 

สำหรับในสังคมไทยนั้น  การดำเนินการสู่การเป็น “เมืองคาร์บอนต่ำ”  มีสาระสำคัญที่สอดคล้องอย่างยิ่งกับ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   คณะอนุกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อม  ผังเมืองและการโยธา  สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย จึงได้ริเริ่ม “โครงการเทศบาลไทยมุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  84  พรรษา” ขึ้น  โดยมุ่งหวังที่จะรวมพลังเทศบาลไทยในการบรรเทาความรุนแรงของวิกฤตโลกร้อน  โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทาง อันเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีในวาระมหามงคลที่พระองค์ทรงมีพระชนมายุครบ 84 พรรษาหรือ 7 รอบในปี พ.ศ. 2554

 

วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และระยะเวลาปฏิบัติการ

สหภาพยุโรป (European Union; EU)  ได้สนับสนุนงบประมาณส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 ให้แก่สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยในการดำเนินโครงการนี้ ภายในระยะเวลา  36 เดือน  โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555  และจะสิ้นสุดเดือนมกราคม 2558   ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้อุดหนุนงบในการดำเนินกิจกรรมอีกร้อยละ 10   โดยโครงการฯ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อมุ่งส่งเสริมให้ผู้บริหารและบุคลากรของเทศบาลที่อาสาเข้าร่วมโครงการฯ   ได้มีความรู้ ความเข้าใจถึงสาเหตุและกระบวนการปลดปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมต่างๆ ในภาคเมือง  จนเกิดความตระหนักและมีศักยภาพพอที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาสู่  “เทศบาลคาร์บอนต่ำ”  ตามแนวทางพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม 

 

ผลที่คาดว่าจะได้รับหลังสิ้นสุดโครงการ

 หลังจากที่สิ้นสุดการดำเนินโครงการ 36 เดือน  คาดว่าจะได้รับผลที่เกิดขึ้น  ดังนี้

• เทศบาลอย่างน้อย 84  แห่ง  มีขีดความสามารถและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสู่เมืองคาร์บอนต่ำ  โดยสามารถดำเนินกิจกรรมลดคาร์บอนได้สำเร็จตามแผนงานได้อย่างน้อยเทศบาลละ  1 โครงการ   โดยมีการบูรณาการโครงการเมืองคาร์บอนต่ำเข้าไปในแผนพัฒนา 3 ปี หรือแผนพัฒนาประจำปีของเทศบาล

• จากการดำเนินโครงการริเริ่มของเทศบาลนำร่อง  ภายใต้กรอบการดำเนินงาน 4  ยุทธศาสตร์สู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ  สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของประเทศได้อย่างน้อย 84,000 กิโลกรัมหลังสิ้นสุดโครงการในปี 2558   โดยคำนวณจากโปรแกรมการวัดปริมาณคาร์บอนที่พัฒนาขึ้น  

• มี “เอกสารตัวอย่างที่ดี 84 โครงการสู่เมืองคาร์บอนต่ำของเทศบาลไทย เพื่อเฉลิมฉลองพระชนมายุ 84 พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และหนังสั้นอย่างน้อย 10 เรื่อง  ซึ่งเป็นผลงานของเทศบาลนำร่อง  จะถูกนำขึ้นทูลเกล้าถวายรายงานแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  หลังสิ้นสุดโครงการฯ เพื่อเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่ชาวท้องถิ่น

 

 

โครงการเทศบาลไทยมุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำ...เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 84  พรรษา

 

 

 

ตัวชี้วัดความสำเร็จ

Indicators (OVIs)

แหล่งข้อมูล

Mean of Verification

สมมุติฐาน

Assumption

วัตถุประสงค์รวม

Overall Objective

เพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์และการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ โดยพยายามส่งเสริมให้ลดการปลดปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในเมือง

กิจกรรมที่เทศบาลที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดสามารถช่วยลดปริมาณคาร์บอนได้อย่างน้อย 84,000 กิโลกรัมหลังสิ้นสุดโครงการในปี 2557

คำนวณโดยใช้โปรแกรมวัดปริมาณคาร์บอนที่ลดลงได้ที่พัฒนาขึ้น

-

วัตถุประสงค์เฉพาะ

Specific Objective

เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถและบทบาทการมีส่วนร่วมของเทศบาลในการพัฒนาสู่เมืองคาร์บอนต่ำ

ร้อยละ 90 ของเทศบาลที่เข้าร่วมโครงการสามารถดำเนินกิจกรรมลดคาร์บอนได้สำเร็จตามแผนงานได้อย่างน้อย 1 โครงการ

แผนพัฒนา 3 ปี หรือแผนพัฒนาประจำปีของเทศบาลที่แสดงหลักฐานการมีโครงการเมืองคาร์บอนต่ำปรากฏอยู่

เอกสารตัวอย่างที่ดี 84 โครงการสู่เมืองคาร์บอนต่ำของเทศบาลไทย เพื่อเฉลิมฉลองพระชนมายุ 84 พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นโยบายรัฐบาลยังคงมุ่งส่งเสริมการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก.ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 25 และให้ได้ร้อยละ 40 ภายในปี พ.ศ.2563

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ

Results

บุคลากรจากเทศบาลที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้ ความเข้าใจต่อความหมาย กรอบแนวคิด และยุทธศาสตร์หลักๆ ที่จะนำไปสู่เมืองคาร์บอนต่ำ จนสามารถนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติเพื่อลดคาร์บอนในเมืองของตนได้อย่างเป็นรูปธรรมและสามารถพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้เมืองคาร์บอนต่ำแก่ท้องถิ่นอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ

 

ร้อยละ 80 ของจำนวนบุคลากรเทศบาลที่เข้าร่วมฝึกอบรมมีคะแนนผ่านมาตรฐานความรู้ ความเข้าใจต่อเรื่องดังกล่าวหลังการฝึกอบรม

เทศบาลทั้งหมด 84 แห่งที่เข้าร่วมโครงการสามารถพัฒนาข้อเสนอโครงการเมืองคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลาที่กำหนด

เทศบาลอย่างน้อย 5 แห่ง ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เมืองคาร์บอนต่ำหลังสิ้นสุดโครงการ

มีผู้สนใจเข้าศึกษาดูงานในศูนย์การเรียนรู้เมืองคาร์บอนต่ำ ณ เทศบาลทั้ง5 แห่งและที่สทท. ไม่ต่ำกว่าแห่งละ 100 คนภายในปี 2557

มีผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ในส่วนของศูนย์การเรียนรู้เมืองคาร์บอนต่ำ. ไม่ต่ำกว่า 500 คนภายในปี 2557

 

1.     จำนวนและรายชื่อผู้เข้าร่วมอบรมที่ผ่านการทดสอบความรู้ ความเข้าใจหลังการฝึกอบรม

 

2.     เอกสารแนวคิดข้อเสนอโครงการลดคาร์บอนของแต่ละเทศบาลที่ส่งกลับมายังโครงการภายในระยะเวลาที่กำหนด

3.     รายชื่อเทศบาลที่ได้รับการประกาศจากสทท. ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เมืองคาร์บอนต่ำ หลังสิ้นสุดโครงการ

 

4.     สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ฯ ณ เทศบาลทั้ง 10 แห่งและ ณ สทท. ระหว่างปี 2556-2577

 

5.     สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ในส่วนของศูนย์การเรียนรู้เมืองคาร์บอนต่ำ.ระหว่างปี 2555-2577

นโยบายกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่ส่งเสริมให้ อปท. มีส่วนร่วมในการลดภาวะโลกร้อน

ผู้บริหาร สทท. และผู้บริหารเทศบาลที่เข้าร่วมโครงการให้ความสำคัญและสนับสนุนโครงการ

 

โครงการเทศบาลไทยมุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 84  พรรษา

กุมภาพันธ์ 2555- มกราคม 2558

กิจกรรมที่จะดำเนินการ/ระยะเวลาดำเนินงาน

Q1

Q2

Q3

Q4

Q1

Q2

Q3

Q4

Q1

Q2

Q3

Q4

1.     ประชาสัมพันธ์ไปยังทุกเทศบาลทุกแห่ง เพื่อรับสมัครเทศบาลเข้าร่วมโครงการ

***

***

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2.     จัดประชุมผู้เชี่ยวชาญคัดเลือกเทศบาลอย่างน้อย 84 แห่งเพื่อเข้าร่วมโครงการ

 

*

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3.     จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ/รายงานผลโครงการ

 

*

 

 

 

*

 

 

 

 

*

 

4.     ประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดทำตัวชี้วัดและโปรแกรมวัดผลปริมาณคาร์บอนจากกิจกรรมที่เทศบาลดำเนินการ

***

***

**

 

 

 

 

 

 

 

 

 

5.     จัดประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดทำหลักสูตรอบรมสร้างศักยภาพบุคลากรเทศบาลที่เข้าร่วมโครงการ

 

**

 

 

 

 

 

 

 

 

 

6.     จัดการฝึกอบรมสร้างศักยภาพบุคลากรเทศบาลที่เข้าร่วมโครงการ

 

 

*

**

 

 

 

 

 

 

 

 

7.     จัดการสัมมนากลางโครงการเพื่อรวบรวมผลการดำเนินงานและเผยแพร่ข้อมูลความก้าวหน้าในการดำเนินกิจกรรม

 

 

 

 

 

*

 

 

 

 

 

 

8.     จัดฝึกอบรมบุคลากรเทศบาลให้เป็นวิทยากรพี่เลี้ยง เพื่อติดตามและประเมินความก้าวหน้า

 

*

 

*

 

 

 

 

 

 

 

9.     การติดตามและประเมินความก้าวหน้าในการดำเนินกิจกรรมของเทศบาลที่เข้าร่วมโครงการโดยวิทยากรพี่เลี้ยง

 

 

 

 

 

*

*

*

*

*

 

10.  จัดประชุมเทศบาล 5 แห่งที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เมืองคาร์บอนต่ำ

 

 

 

 

 

 

 

*

 

*

 

11.  แต่งตั้งและจัดประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการ เพื่อให้คำแนะนำและติดตามความก้าวหน้า

*

 

*

 

*

 

*

 

*

 

*

 

12.  จัดงานสัมมนาสรุปและเผยแพร่ผลงานพร้อมประกาศเกียรติคุณสำหรับเทศบาลที่เข้าร่วมโครงการ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

*